สลดใจ !! หญิงสาววัย 33 ถูกสามีซ้อมปางตาย ตั้งแต่ 5 ทุ่มจนถึง ตี5 แทบเอาชีวิตไม่รอด..อุทาหรณ์ที่ต้องฟัง..เผื่อมันจะเกิดขึ้นกับคุณ !!


loading...


 ความรักเป็นสิ่งสวยงามเสมอ ถ้ารักนั้นเป็นรักที่เข้าอกเข้าใจกัน ช่วยเหลือกัน แบ่งปันทุกข์สุขแก่กัน และให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่หากรักนั้นเต็มไปด้วยการครอบครอง หึงหวง สุรา และความรุนแรง รักนั้นก็เต็มไปด้วย “รสขม” ที่จุดจบของเรื่องมักจะจบลงด้วยความเศร้า!!


ต่อจากนี้เป็นเรื่องจริงของ “เจน” หญิงสาววัย 33 ปี ที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อจริงนามสกุลจริง แต่ยินดีถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตสุดช้ำ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับ “คู่รัก” ทุกคู่ ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นผ่านมาแล้ว 3 ปี แต่ไม่ว่า คราใดที่ย้อนกลับไปนึกถึงก็จะปวดร้าวจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

เจน เล่าว่า ช่วงที่รักกันใหม่ๆ ก็เหมือนกับคู่รักทั่วไปที่มีความรู้สึกว่า โลกนี้มีแค่เราสองคน ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้

loading...



“เรารักกันมาก” เธอเผย

แต่พออยู่ด้วยกันมาปีกว่า ฝ่ายชายก็เริ่มออกอาการ จากที่ไม่เคยกินเหล้า ก็เริ่มกินเหล้า จากที่ไม่เคยอาละวาดก็อาละวาด

“เวลาเขาเมา เขาจะอาละวาดใส่เรา”

และไม่ใช่แค่เธอที่โดน ที่ทำงานฝ่ายชายก็เมาอาละวาดจนต้องถูกเชิญให้ออกจากงาน เมื่อเขาตกงาน ภาระค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมดก็มาตกอยู่ที่เจน

“ตอนนั้นเริ่มแย่”

ที่แย่…เพราะเจนตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน ทำให้ต้องออกจากงานเพราะเดินทางไม่สะดวก

แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องดิ้นรน เพราะลูกน้อยที่อยู่ในท้องอีกไม่กี่เดือนจะลืมตาดูโลก เจนจึงตัดสินใจไปหาญาติเพื่อหางานทำ

ทั้งที่ตั้งใจดี แต่กลับถูกสามีเข้าใจผิดว่ามี “ชู้”

และวันนั้น ก็ได้เปลี่ยนชีวิตรักอันหวานชื่นกลายเป็น “ขมขื่น” สุดบรรยาย

“วันนั้นเขาอยู่บ้านคนเดียว แล้วกินเหล้า พอเรากลับบ้านไป เขาก็ถามว่า ไปทำอะไรมา เราก็บอกว่า ไปหางาน แต่เขาไม่เชื่อ” และนั่นเป็นครั้งแรกที่เธอถูกฝ่ายชายกระทำความรุนแรง ทั้งบีบคอ เตะ ต่อย ตีด้วยท่อนเหล็ก ตีด้วยไม้หน้าสาม

“เขาพยายามบังคับให้เราพูดในสิ่งที่เขาต้องการได้ยิน ทั้งที่เราก็ยืนยันว่า ไม่มี”

ขณะที่ถูกฝ่ายชายทำร้ายร่างกาย เจนไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย เธอพยายามปกป้องลูกในท้องไม่ให้ถูกทำร้าย เพราะสามีพยายามจะทำให้เธอแท้ง เพราะคิดไปเองว่า ลูกในท้องไม่ใช่ลูกของตัวเอง

“เราโดนทำอย่างนั้นตั้งแต่ 5 ทุ่ม ถึง ตี 5 เราผิดเองที่เลือกเขา” เธอเล่าพลางสะอื้นไห้

“ตอนนั้นคิดว่า ไม่รอดแน่ๆ คิดถึงหน้าพ่อหน้าแม่อย่างเดียว”

แต่เคราะห์ดีเหลือเกิน เมื่อเพื่อนบ้านได้ยินเสียงกระทำความรุนแรง และไม่นิ่งเฉย ไม่มองว่าเป็นเรื่องผัวเมีย ไม่มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว โทรศัพท์แจ้งตำรวจ


“ตำรวจมาช่วยตอนตี 5 และพาไปส่งโรงพยาบาล”

เจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ต้องแอดมิดนอนไอซียู 20 วัน และโชคดีที่ลูกในท้องปลอดภัย

หลังจากนั้น เจนกับฝ่ายชายก็แยกกันอยู่ โดยเจนกลับไปอยู่กับพ่อที่บ้าน

“ตอนอยู่โรงพยาบาล เขามาเยี่ยมขอคืนดี บอกขอโทษและไม่ตั้งใจ ผู้หญิงทุกคนร้อยทั้งร้อย พอเขาขอโทษเราก็ใจอ่อนแล้ว ตอนนั้นเขาบอกว่าจะปรับตัว เราก็ให้โอกาส แต่ไม่ได้กลับไปอยู่บ้านเดียวกับเขา เพราะกลัวว่าจะโดนอีก”

ฝ่ายชายปรับตัวได้ไม่เท่าไหร่ เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 หลังจากคลอดลูกแล้ว

“เหมือนเป็นคราวเคราะห์ บังเอิญเราออกไปข้างนอก และเจอเขาโดยบังเอิญ เขาฉุดเราขึ้นแท็กซี่ไปบ้านเขาเลย ระหว่างนั่งอยู่ในแท็กซี่ เราก็พยายามโวยวาย แต่แท็กซี่ไม่กล้าช่วยเพราะมองเป็นเรื่องผัวเมีย”

พอถึงบ้าน ประวัติศาสตร์ก็กลับมาซ้ำรอยอีกครั้ง จนเจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

“เขาคิดว่าเรามีชู้ เพราะอยู่กันคนละบ้าน พอถึงบ้านเขาหยิบมีดปอกผลไม้มาแทง เพราะคิดว่าเราท้องกับคนอื่น แต่คือเราอ้วน เขาก็พยายามจะเอาลูกออก แต่พอดีมีดไม่คม เลยแทงไม่เข้า ก็ไปหยิบมีดปังตอมาฟัน ฟันที่หัวกับที่ข้อมือจนเส้นเอ็นขาด ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะกลับไปหาลูก จึงสู้ เตะผ่าหมากไปทีหนึ่ง เขาก็ชะงัก เรารีบวิ่งหนีออกมา ทั้งที่เลือดอาบเต็มตัว สักพักหนึ่งเขาก็วิ่งตามมา ก็มีคนแถวนั้นเข้ามาช่วยและห้ามไม่ให้เขาทำอะไรเราอีก แล้วก็โทรแจ้งตำรวจ พอตำรวจมา เขาก็วิ่งหนีไป”

หลังจากนั้น เจนก็เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับอดีตคนรัก ล่าสุด ฝ่ายชายถูกจับและดำเนินดคี เจนรักษาตัวจนหาย ทว่าบาดแผลที่เขาฝากไว้ มิใช่เพียงแค่แผลใจ แต่จากความรุนแรงที่ถูกฟันมือ ทำให้เส้นเอ็นขาด ขยับนิ้วมือไม่ได้มาถึงทุกวันนี้

“ไม่ว่าชาติไหนๆ ก็อย่าได้เจอผู้ชายแบบนี้อีกเลย” เธอทิ้งท้าย พร้อมฝากข้อคิดถึงคู่รักทุกคน ว่า

“การใช้ความรุนแรงไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหา และหากรู้ว่าชีวิตคู่ไปด้วยกันไม่รอด ก็ไม่ควรประคับประคอง เพราะหากร้ายแรงกว่านี้จะนำมาสู่ความสูญเสียถึงชีวิตได้”

จากกรณีของ “เจน” เธอไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกที่ถูกฝ่ายชายกระทำความรุนแรง

มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) โดย สิทธิศักดิ์ พนไธสงค์ ฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เปิดผลสำรวจความคิดเห็น “สถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวและคู่รัก” จากกลุ่มผู้หญิง อายุ 17-40 ปี จำนวน 1,608 ตัวอย่างพบว่า

“ที่น่าห่วง คือ คู่รักที่เคยเจอทั้งกับตัวเอง/เพื่อน/คนรู้จัก ยังคงเป็นปัญหาแฟนเจ้าชู้/คบหลายคน/ นอกใจ เคยถูกคู่รักกักขังหน่วงเหนี่ยว ถูกดุด่า/พูดจาหยาบคาย/ส่งเสียงดัง ถูกทำร้ายร่างกาย เช่น ตบหน้า ทุบตี ข่มขู่คุกคามให้หวาดกลัว ประจาน ที่สำคัญพบกว่า 42.2% ล่อลวง/บังคับให้มีเพศสัมพันธ์ และ 41.1% ถูกบังคับให้ทำแท้ง สำหรับปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในคู่รัก คือ การนอกใจ หึงหวง หวาดระแวง การใช้ยาเสพติด การดื่มสุรา การไม่ให้เกียรติกัน และพฤติกรรมติดสื่อโซเชียล”

นายสิทธิศักดิ์ กล่าวว่า จากข้อมูลปัญหาความรุนแรงในคู่รักเกิดมาจากทัศนคติการมองความรักเป็นการใช้อำนาจ การแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ มองว่าผู้หญิงเป็นสมบัติของคนรัก ล้วนมาจากทัศนคติแบบชายเป็นใหญ่ คนในสังคมจึงควรปรับเปลี่ยนมุมมองความรัก ปรับเปลี่ยนทัศนคติให้ความสำคัญกับความรัก ให้เกียรติกัน เข้าใจกัน แบ่งเบาภาระซึ่งกันและกัน เช่น ผู้ชายช่วยงานบ้าน เลี้ยงดูลูกได้

ในส่วนของปัจจัยกระตุ้น จากการใช้สารเสพติด การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือว่ามีส่วนสำคัญทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงและลุกลามบานปลาย

ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ควรมุ่งประเด็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ควรมีมาตรการรับมือปัญหาจากปัจจัยกระตุ้นอย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ขณะเดียวกันกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ควรรณรงค์สร้างความรักในนิยามใหม่ ที่เน้นความเข้าใจ การเคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกายผู้หญิง เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติแบบชายเป็นใหญ่

รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการควรปรับหลักสูตรเน้นการเรียนการสอน “มิติบทบาทหญิงชาย” เพื่อสร้างทัศนคติตั้งแต่วัยเด็กให้เข้าใจความรักในแบบที่มีความเคารพสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ

loading...

ที่มา: http://www.showkhao.com/26383/

0 comments:

Post a Comment